คำว่าใส่น้ำหอมในภาษาอังกฤษนั้นจะใช้คำว่า wear a perfume เหมือนกับที่ใช้ในคำว่าใส่เสื้อผ้าหรือ wear clothes นั่นเอง ในแนวความคิดเชิงแฟชั่นนั้นน้ำหอมนั้นเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าหรืออาจกล่าวได้ว่าน้ำหอมเป็นเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งที่เราใส่อยู่โดยแม้จะมองไม่เป็นแต่ก็มีส่วนในการแสดงรสนิยมและความเหมาะสมในการแต่งตัวของเราด้วย น้ำหอมนั้นเปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่มีลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งจึงต้องมีวิธีการใส่อย่างมีขั้นตอนซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างวุ่นวายและใช้เวลา ซึ่งในโฆษณาน้ำหอมหลายๆชิ้นก็จะบ่งบอกลักษณะน้ำหอมด้วยเสื้อผ้าที่นางแบบใส่นั่นเอง โดยขั้นตอนการใส่น้ำหอมนั้นจะมีดังนี้

1.อาบน้ำและทาครีมบำรุงผิว
ขั้นตอนแรกที่ท่านต้องทำคือการอาบน้ำเพื่อลบกลิ่นตัวออกก่อนโดยจะสระผมด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน หลังจากอาบน้ำเสร็จหากท่านมีครีมบำรุงผิวหรือ moisturizer ก็ควรทาให้เรียบร้อยที่เดียวแล้วรอจนครีมซึมเข้าผิวและกลิ่นของครีมระเหยออกไปหมดก่อนเพื่อไม่ให้กลิ่นของครีมมารบกวนกลิ่นของน้ำหอม ถึงแม้ว่าโดยส่วนมากครีมบำรุงผิวหรือ moisturizer ที่ท่านใช้จะเป็นแบบไม่มีกลิ่นแต่การทาครีมบำรุงผิวก็ควรทำหลังจากอาบน้ำและเช็ดตัวเสร็จใหม่ๆเนื่องจากผิวยังมีความชุ่มชื้นอยู่และรูขุมขนยังเปิดกว้างทำให้ครีมบำรุงผิวซึมซับเข้าผิวได้ง่าย

2.พรม Eau de Toilette ก่อน 1 รอบเพื่อกลบกลิ่นสบู่ 
หลังจากที่ได้อาบน้ำและทาครีมบำรุงเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ควรจะทำการฉีดน้ำหอมที่ท่านเลือกไว้ทันทีเนื่องจากร่างกายของท่านตอนนี้ยังมีกลิ่นของสบู่และแชมพูหลงเหลืออยู่หากฉีดน้ำหอมไปที่ตัวโดยตรงจะทำให้กลิ่นน้ำหอมและสบู่ แชมพูผสมกันจนกลิ่นเพี้ยนได้จึงควรใช้ Eau de Toilette ที่มีกลิ่นแบบเดียวกับน้ำหอมที่ท่านชอบพรมไปตามตัวและสเปรย์เล็กน้อยที่ผมและทิ้งไว้ซัก 5 – 15 นาที่ก่อนเพื่อลบกลิ่นของสบู่และแชมพูทิ้งไปก่อน

3.ทำการฉีดโดยการพรมแบบบาง
เมื่อทำการลบกลิ่นของสบู่และแชมพูออกไปแล้วก็ถึงเวลาที่จะทำการใส่น้ำหอมที่ท่านชอบโดยไม่ควรใส่ในปริมาณมากๆที่เดียว โดยในการใส่ครั้งแรกให้ทำการฉีดน้ำหอมให้เป็นละอองฟุ้งในอากาศจากความสูงประมาณระดับอกแล้วให้ท่านเดินผ่านเพื่อให้ละอองน้ำหอมที่ฟุ้งนั้นตกลงบนตัวและผมอย่างทั่วถึงทำให้กลิ่นน้ำหอมกระจายไปทั่วตัวอย่างสม่ำเสมอ.

4.ทาน้ำหอมตามจุดชีพจร
น้ำหอมนั้นจะกำจายกลิ่นออกมาเมื่อถูกความร้อนดังนั้นเมื่อเราจะทาน้ำหอมบนตัวจึงควรทาแบบเป็นจุดไปที่ตามจุดชีพจรซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายจะกระจายความร้อนออกมาตลอดทำให้น้ำหอมที่ท่านทาค่อยๆส่งกลิ่นหอมออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยจุดชีพจรที่จะทำนั้นได้แก่ ด้านหลังของใบหู, ฐานของคอ, ข้อมือ, ข้อพับที่แขน, ข้อพับที่ด้านหลังหัวเข่า, ข้อเท้าด้านนอกหรือด้านในที่บริเวณด้านหน้าและหลังของตาตุ่ม หลังจากที่ผ่านการปฎิบัติตามขั้นตอนทั้ง 4 แล้วก็ถือว่าการฉีดน้ำหอมในของท่านเป็นอันเสร็จเรียบร้อยสามารถออกไปทำงานหรือกิจกรรมต่างๆได้ตามต้องการ

5.ทำการฉีดน้ำหอมโดยการพรมซ้ำกลิ่นเดิมทุก 4 ชม.

กลิ่นของน้ำหอมช่วง Heart Note จะค่อยๆจางลงไปในเวลาประมาณ 2 ชม.และจะหมดกลิ่นไปในเวลาประมาณ 4 ชม. ดังนั้นเพื่อให้ระดับกลิ่นของน้ำหอมอยู่คงที่จึงควรทำการฉีดน้ำหอมกลิ่นเดิมซ้ำลงไปโดยอาจใช้การสเปรย์หรือทาตามชีพจรก็ได้

6.อย่าใช้น้ำหอมเกรดความเข้มข้นสูงในหน้าร้อน
ในหน้าร้อนอุณหภูมิที่สูงจะทำให้เหงื่อออกมากส่งผลให้กลิ่นน้ำหอมเพี้ยนได้ง่าย ดังนั้นการใช้น้ำหอมที่มีความเข้มข้นสูงจึงควรใช้ในหน้าหนาวจะดีกว่าส่วนในหน้าร้อนควรใช้น้ำหอมแบบ Eau de Toilette หรือ Eau de Cologne ก็พอแล้ว และหากจะให้ดีในหน้าร้อนควรใช้น้ำหอมแบบไม่มีแอลกอฮอล์เนื่องจากแอลกอฮอล์เมื่อถูกความร้อนจะแห้งและระเหยออกไปทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการระคายเคืองได้

จะเห็นว่าการฉีดน้ำหอมธรรมดาๆนั้นเนื้อแท้แล้วกลับมีอะไรมากมายกว่าที่เราคิด การสวมใส่น้ำหอมก็เปรียบเสมือนการเลือกเสื้อผ้าชั้นดีใส่เพื่อประดับประดา ต้องมีทั้งความประณีตในการเลือกและวิธีการสวมใส่ สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนรสนิยมอันเลิศหรูของแต่ละบุคคลออกมานั่นเอง การเลือกน้ำหอมชั้นดี ใช้ด้วยความละเมียดละไม ย่อมให้ผลลัพธ์ที่วิจิตรเกินกว่าใครจะคาดคิดได้

ใส่ความเห็น